• ประกาศ เชิญร่วมประกวดวิทยานิพนธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อวงการสื่อสารมวลชน ประจำปี ๒๕๕๓
  • ด้วยมูลนิธิไทยรัฐ มอบรางวัลแก่ผู้มีผลงานในการทำวิทยานิพนธ์ยอดเยี่ยม ประจำปี ๒๕๕๓ ด้านวารสารศาสตร์, สื่อสารมวลชน และนิเทศศาสตร์ หรือสาขาวิชาอื่นที่ได้ศึกษาวิจัย อันเป็นประโยชน์แก่ วงการสื่อสารมวลชน
  • ประกาศ เรื่องการแต่งตั้งคณะกรรมการกลุ่มโรงเรียนไทยรัฐวิทยา
  • ตามที่มูลนิธิไทยรัฐ ได้ดำเนินการจัดทำแผนยุทธศาสตร์โรงเรียนไทยรัฐวิทยา ฉบับที่ ๑ (พ.ศ. ๒๕๔๘-๒๕๕๗) และฉบับที่ ๒​(พ.ศ.๒๕๕๑-๒๕๕๔) เพื่อเป็นแนวทางในการจัดการศึกษาและพัฒนาโรงเรียนไทยรัฐวิทยา

ปาฐกถาเรื่อง “อุปนิสัยศึกษา”

December 30, 2009

55544

ศ.นพ.เกษม วัฒนชัย

เด็ก ทุกคน สมควรและจำเป็นที่ต้องได้รับการอบรมเลี้ยงดู อย่างถูกต้องเหมาะสม ให้มีความสามารถสร้างสรรค์ประโยชน์ต่างๆ รวมทั้งการฝึกหัดขัดเกลาความคิดจิตใจให้ประณีต…

ท่านรัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ท่านประธานกรรมการมูลนิธิไทยรัฐ ท่านผู้มีเกียรติ ครูบาอาจารย์ และขอบคุณมูลนิธิที่ให้โอกาสผมมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องอุปนิสัยศึกษา

จริงๆ เรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร ทั่วไปก็มีอายุอานามเป็นร้อยปีในความคิดอันนี้ ผมจะขออนุญาตเอาความคิดอันนี้มาประมวลอยู่ในบริบทของสังคมไทยเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันว่าเราจะทำอะไรได้บ้าง แล้วก็ตั้งใจว่าจะมาคุยกับผู้บริหารโรงเรียน แล้วก็ครูบาอาจารย์ซึ่งมารับรางวัลในวันนี้ด้วย

ก่อนอื่นขออนุญาต อัญเชิญพระบรมราโชวาท ที่พระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานลงพิมพ์ในวันเด็ก เมื่อ 30 ปีที่แล้ว 2522 ซึ่งก็ยังมีสิ่งที่น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับวันนี้อยู่ด้วย

55544_20_2

ท่านรับสั่งอย่างนี้ครับว่าเด็กเป็นผู้ที่ได้รับช่วงทุกสิ่งทุกอย่างต่อ จากผู้ใหญ่ รวมทั้งภาระรับผิดชอบในการธำรงรักษาอิสรภาพ และความสงบสุขของบ้านเมือง ดังนั้นเด็กทุกคนจึงสมควรและจำเป็นที่ต้องได้รับการอบรมเลี้ยงดู อย่างถูกต้องเหมาะสม ให้มีความสามารถสร้างสรรค์ประโยชน์ต่างๆ รวมทั้งการฝึกหัดขัดเกลาความคิดจิตใจให้ประณีต

ผมอนุญาตขีดเส้นใต้ ตรงนี้นิดนึงเพราะเดี๋ยวจะพูดถึงเรื่อง การขัดเกลาความคิดจิตใจ ให้มีศรัทธามั่นคงในคุณความดี มีความประพฤติเรียบร้อย สุจริต และมีปัญญาฉลาดแจ่มใสในเหตุในผล หน้าที่นี้เป็นของทุกคนต้องร่วมมือกระทำโดยพร้อมเพรียงสม่ำเสมอ ผู้ที่เกิดก่อนผ่านชีวิตมาก่อน จะต้องสงเคราะห์อนุเคราะห์ผู้เกิดตามมาภายหลัง ด้วยการถ่ายทอดความรู้ ความดี และประสบการณ์อันมีค่าทั้งปวงให้ด้วยความเมตตาเอ็นดู และด้วยความบริสุทธิ์ใจ ให้เด็กได้ทราบได้เข้าใจและสำคัญที่สุด ให้รู้จักคิดด้วยเหตุผลที่ถูกต้อง จนสามารถเห็นจริงด้วยตนเองในความเจริญและความเสื่อมทั้งปวง

อีก ครั้งขออนุญาตเน้นตรงนี้ว่าการถ่ายทอดจากผู้ใหญ่ไปเด็ก ต้องถ่ายทอด 3 อย่างด้วยกัน คือ ความรู้ ความดี และประสบการณ์การทำงาน ถ้าใครที่คุ้นกับหนังสือเรื่อง คำพ่อสอน เป็นหนังสือรวมพระบรมราโชวาทที่เกี่ยวกับเด็กและผู้ใหญ่ ที่พระเจ้าอยู่หัวพระราชทานให้ในโอกาสต่างๆ จะมีชัดเจนในหน้า 18 หนังสือเล่มนั้น คำพ่อสอนเล่มแรก หน้า 18 ท่านรับสั่งว่าเด็กควรจะได้เรียนกับพ่อ แม่ ครูบาอาจารย์ 3 เรื่องด้วยกัน คือ เรียนความรู้ เรียนความดี และก็เรียนทำงานเป็น

มีพ่อแม่ที่ ตั้งมั่นเหลือเกินที่จะให้ลูกได้เรียนความรู้ แล้วก็หย่อนยานในเรื่องเรียนความดี แล้วก็รู้สึกจะเอาอกเอาใจจนกระทั่งว่าไม่ยอมให้ลูกทำงานอะไรเลย สุดท้ายลูกทำงานไม่เป็น สุดท้ายเรียนดีมาก เรียนสูงมากนะครับ แต่เรื่องความดีนี่หย่อน แล้วเรื่องทำงานก็ไม่เป็น ระบบการศึกษาของเราตามหลักสูตร เราจะเน้นเรื่องการให้ความรู้

เรา มาพูดถึงเรื่องความดีเหมือนกัน ว่ามีโรงเรียนทางวิถีพุทธเอย มีโรงเรียนอะไรเยอะแยะหมด  แต่จากตรงนี้คิดว่าคงจะต้องมาพูดกันอย่างจริงจังซะทีว่าเราจะทำได้มั้ย และประเทศอื่นเค้าทำอะไรกันบ้างในเรื่องนี้นะครับ  แล้วอีกอันนึ่งก็คือเรื่องประสบการณ์ในการทำงาน นี่จำเป็นมาก ก็ฝากคุณครูว่าต้องมี 3 อย่าง

ผมจะขออนุญาตเรื่องแรกก่อนว่าเรื่อง ขัดเกลาความคิดจิตใจ เรามีคำว่า  มน แปลว่าจิต หรือใจ หรือจิตใจก็ได้ อุษยะ แปลว่าสูง และคำว่ามนุษย์ แปลว่าผู้มีจิตสูง เพราะด้วยความคิดที่ว่าจิตหรือจิตใจหรือใจนั้นน่ะ กำหนดคำพูดและการกระทำ อันนี้ก็เป็นหลักคิดของหลายๆ ศาสนารวมทั้งศาสนาพุทธเราด้วยนะครับ

ผม จะพยายามเชิญชวนพวกเราพูดถึงเรื่องความดี ความจริง ความงามก่อน ซึ่งในอารยะธรรมของมนุษย์ไม่ว่าจะอยู่ในตะวันออก ตะวันตก ก็จะเน้นไปสู่ความสามารถสูงสุดของมนุษย์ที่ว่า จะเข้าสู่ความดี ความจริง ความงามให้ได้ แล้วผมจะเสนอให้ทราบว่าในสังคมไทยของเรา เราก็มีเครื่องมืออยู่เยอะพอสมควรทีเดียว ที่จะพยายามทำให้ลูกหลานเรา เข้าสู่ความดี ความจริง ความงาม เวลาเราพูดถึงเรื่องความดี ความจริง ความงาม ที่จริงไม่ได้แยกกัน ในความจริงที่เราพูดถึงเรื่องความจริง ต้องเป็นความจริงที่สะท้อนความดี แล้วก็สะท้อนความงามด้วย

ทำนอง เดียวกันความดีจะต้องวางอยู่บนฐานของความจริงและความงาม แล้วก็เช่นเดียวกันครับ เรื่องความงามก็ต้องเป็นความงามที่อยู่บนฐานของความจริงและความดี ที่เราบอกว่าเป็นความงามแต่บนฐานของความไม่จริง ของความไม่ดีมันก็ไม่ใช่งามจริง

เพราะฉะนั้นสิ่งที่อยากจะกราบ เรียนตอนนี้ก็คือว่า ในอุดมการณ์สูงสุดของทุกอารยะธรรม มันจะรวมอยู่เรื่องความดี ความจริง ความงาม รวมอยู่ในกลุ่มเดียวกัน อยู่ในก้อนเดียวกัน ที่ผมอยากจะเรียนตรงนั้นเพราะว่ามันมีคำอยู่ที่เราใช้กันพร่ำเพรื่อ คือคำว่าคุณธรรม หรือจริยธรรม ใช้กันเยอะมาก

ผมอยากจำแนกให้เห็นชัดเลยว่ามันคืออะไร แล้วเดี๋ยวเราจะพูดกันถึงอุปนิสัยศึกษา เราจะได้ใส่ลงไปวางให้ถูกต้อง

เมื่อ เรากำหนดไว้ชัดเจนแล้วว่าเป้าหมายสูงสุดที่เราจะสอนลูกเรา สอนลูกศิษย์เรา ถ้าตามพระบรมราโชวาทก็คือต้องสอนทั้งความรู้ ความดี แล้วก็สอนทำงานเป็น หรือประสบการณ์ถ่ายทอดได้ แล้วในความดี ความจริง ความงาม จริงๆ แล้วเป็นอุดมการณ์สูงสุดของทุกอารยะธรรม เราก็กลับมาดูตรงนี้ว่าถ้าอย่างนั้น    คำว่าคุณธรรมคืออะไร คุณธรรมให้นิยามที่ชัดแล้วก็เข้าใจง่ายที่สุดก็คือสิ่งกำกับจิตใจ แล้วก็ให้บุคคลนั้นมีพฤติกรรมที่ออกมาทางคำพูด และการกระทำที่สังคมยอมรับว่า หรือกำหนดได้ว่าเป็นความดี ความจริง ความงาม ง่ายๆ ไม่มีอะไรลึกลับนะครับ

คุณธรรมคืออะไร คือธรรมะที่เป็นคุณ หรือ คุณลักษณะที่เป็นคุณ หรืออุปนิสัยที่เป็นคุณ คุณอย่างไร คุณที่พฤติกรรมที่สะท้อนออกมาจากลูกหลานเราทุกคน สังคมเค้าตีราคาว่าเป็นความดี ความจริง ความงาม เราก็เรียกว่าถ้าคนเหล่านั้น เราก็เรียกว่าอย่างนี้

ถ้าคนมี คุณธรรมก็คือคนที่มีเครื่องกำกับจิตใจให้คำพูด และการกระทำปรากฏออกมาแล้ว ตีราคาว่าเป็นความดี ความจริง ความงาม คนที่ไร้คุณธรรมก็ตรงกันข้าม พฤติกรรมเค้าออกมาเป็นความเลว ความเท็จ แล้วก็เป็นความอัปลักษณ์

ตรง นี้ ถ้าเราเข้าใจตรงนี้พร้อมกันแล้ว เราก็มาต้องโจทย์ว่าถ้าอย่างนั้นในสังคม มีชุดที่เป็นเครื่องชี้และตัดสินคุณธรรมอะไรบ้างมั้ย ก็ตอบว่ามีเยอะเลย ในบ้านเรานี้เราทำไว้เยอะมาก ใช้ในบริบทต่างๆ กัน     เพราะฉะนั้นคำว่าคุณธรรมเป็นคำกว้าง เป็นคำที่แสดงลักษณะซึ่งแสดงออกมาแล้วชี้ได้ว่าเป็นความดี ความจริง ความงาม เครื่องชี้น่ะ ชุดเครื่องชี้มีกี่ชุด ชุดแรกก็คือ ศาสนธรรม  เรามักจะเรียกกันว่าศีลธรรมก็ได้ ศาสนธรรม

ขณะนี้เรามี 5 ศาสนา กรมการศาสนาของเรารับรองอยู่ 5 ศาสนา คือ ศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ ซิกซ์ และก็พราหมณ์ ฮินดู มี 5 ศาสนา ในความแตกต่าง ที่หลักๆ ก็คืออุดมการณ์สูงสุดของศาสนาต่างกัน บางศาสนาจะพูดถึงพระเจ้า บางศาสนาไม่พูดถึงพระเจ้า บางศาสนาพูดถึงพระเจ้าองค์เดียว บางศาสนาพูดถึงพระเจ้าหลายองค์ อย่างนี้เป็นต้น

และอันที่สอง คือพิธีกรรมก็ต่างกัน พิธีกรรมใน 5 ศาสนาต่างกัน การที่คนไทยจะเลือกนับถือศาสนาใดเป็นสิทธิที่ประกันไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่สิ่งที่ศาสนาต่างๆ ทั้ง 5 ศาสนา มีข้อบัญญัติให้ประพฤติ ให้ศาสนชนประพฤติ ถึงแม้ว่าจะมีพระคัมภีร์ต่างกัน แต่ถ้าเราเอามารวมกัน มันจะมีความเหมือนกันอยู่ 3 กลุ่มด้วยกัน คือเรื่องความสัตย์ ความจริง เรื่องคุณค่าของความเป็นคน และเรื่องความรักความเมตตา

ทั้ง 5 ศาสนา สอนเหมือนกันหมด ในเรื่องของความสัตย์ ความจริง ในเรื่องคุณค่าของความเป็นคน ในเรื่องของความรัก ความเมตตา เพราะฉะนั้นถ้าเราพูดถึงศาสนาเป็นเครื่องมือในการยกให้มนุษย์ มีคุณธรรม ในศาสนาทั้ง 5 ศาสนาของเรามันตรงกัน

การที่จะเอาศาสนาเข้ามาใน โรงเรียน ในสถานศึกษาก็ดี ในบ้านก็ดี ในองค์กรของเราก็ดี เป็นสิ่งที่ดี ยืนยันอย่างนี้ว่าเป็นสิ่งที่ดีและตรงกัน คำถามว่าถ้าอย่างนั้น การจะสร้างอุปนิสัยสักชุดนึงให้กับลูกศิษย์ของเรา การที่จะใช้ศาสนาธรรมก็เป็นเรื่องที่ถูกต้อง

เครื่องมือชุดที่สอง ในเรื่องคุณธรรมก็คือจริยธรรม จริย แปลว่าปฏิบัติ ธรรมะสำหรับการปฏิบัติ จริยธรรมนี้เป็นชุดที่ฆราวาสหรือพวกเรากันเอง ที่ไม่ได้เป็นพระ ไม่ได้เป็นนักบวช เป็นผู้กำหนดกันเอง เป็นเครื่องกำหนดความประพฤติที่ฆราวาสกำหนดขึ้น เพื่อให้สมาชิกอยู่เป็นปกติสุขและมีศักดิ์ศรี

ถ้าไม่ได้บอกไว้ว่า สำหรับอาชีพอะไร เราก็เรียกว่าจริยธรรมทั่วไป เช่น จริยธรรมสำหรับคนไทย จริยธรรมสำหรับคนญี่ปุ่น จริยธรรมสำหรับคนจีน แต่ละชาติจริงๆ เค้าก็กำหนดจริยธรรมของเค้า ในวัฒนธรรมของชาตินั้นๆ นะครับ จะกำหนดกันเป็นเรื่องเป็นราวหรือว่ามันโผล่มาเองโดยธรรมชาติอันนี้ก็ว่าไป อีกอย่างนึง มันมีลักษณะที่จะบอกได้เหมือนกันว่าชาติไหน เค้ามีจุดเน้นทางจริยธรรมทางด้านไหนบ้าง ซึ่งสะท้อนออกมาเป็นอุปนิสัยของคนชาตินั้น

พอเราพูดถึงคนญี่ปุ่นเราบอกคนญี่ปุ่นเนี่ยเป็นคนมีระเบียบ ตรงต่อเวลา ทำอะไรต้องมีมาตรฐานอะไรอย่างนี้เป็นต้น

ถ้า พูดถึงคนไทยก็บอกว่าอุปนิสัยของคนไทยก็คือเป็นคนใจดี รักสนุก อะไรอย่างนี้เป็นต้น มันมีชุดของมันอยู่ จะโดยธรรมชาติหรือโดยอะไรก็ได้หล่อหลอมขึ้นมา

อีกอันนึงก็คือจริยธรรมเฉพาะวิชาชีพ หรือที่เรียกว่าจรรยาบรรณ ตรงนี้เป็นเรื่องเฉพาะ เช่นครู ครูก็มีชุดจริยธรรมขึ้นมาชุดนึง

เพื่อ ที่ว่าจรรยาบรรณครูก็ได้ จริยธรรมครูก็ได้ นักธุรกิจเขาก็มีจริยธรรมเขาชุดหนึ่ง เดี๋ยวนี้ หอการค้าเขาก็ออกจริยธรรมสำหรับนักธุรกิจไทย มันจะต่างกับจริยธรรมสำหรับนักธุรกิจอเมริกาอย่างไรก็ว่ากัน แต่ว่าเป็นสิ่งที่ผู้ที่อยู่ในอาชีพนั้นๆ  เชื่อว่าถ้าบัญญัติขึ้นมาแล้ว จะทำให้สมาชิกของอาชีพนั้นๆ  กลมเกลียวกัน และมีศักดิ์ศรี

จริยธรรม ของผู้แทนราษฎร จริยธรรมของวุฒิสภา จริยธรรมของอะไรต่ออะไรเยอะแยะไปหมด ตอนนี้เราก็บัญญัติขึ้นมาเยอะมากทีเดียว เป็นสิ่งที่สมาชิกในอาชีพนั้นๆ หรือในวิชาชีพนั้นๆ ได้กำหนดขึ้นมาเพื่อประโยชน์ของสมาชิกเอง

จริยธรรม สำหรับทนายความ จริยธรรมสำหรับผู้พิพากษา ตุลาการ หรืออะไรก็ว่ากันไป ก็กำหนดมาแล้ว จริยธรรมของสื่อสารมวลชนอันนี้เขาก็กำหนดขึ้นมา สมาคมที่เขียนวิชาชีพเกี่ยวกับสื่อสารมวลชน เขาก็กำหนดขึ้นมา

ชุด จริยธรรมนี้ต่างจากศาสนธรรม ศาสนธรรมกำหนดโดยพระศาสดา โดยนักบวช โดยพระสงฆ์  แต่จริยธรรมนี้ กำหนดโดยประชาชนทั่วไปก็ได้ หรือคนในอาชีพเดียวกันก็ได้

ชุดที่ 3 คือ นิติธรรม คือกฎหมายข้อบังคับ เป็นเครื่องมือในการบริหารบ้านเมือง ให้มีความเที่ยงธรรม มีสันติสุข ปราศจากการเอารัดเอาเปรียบ อันนี้ก็เป็นเรื่องของนักกฎหมาย นักออกข้อบังคับ แต่ละประเทศก็จะมีระเบียบของตัวเองขึ้นมา กำหนดเป็นกติกาขึ้นมา ใครออกกฎหมาย ใครเอากฎหมายไปปฏิบัติ ใครเป็นคนตัดสินตามกฎหมายก็ว่ากันไป อำนาจต่างๆ ก็ว่ากันไป  นิติธรรมก็จำเป็น โดยเหตุผลนั้น

ทีนี้ถ้า เราย่อส่วนลงมา ถ้าเป็นองค์กร เป็นบริษัท เป็นหน่วยงาน ก็มีเหมือนกัน มีอีกชุดหนึ่งที่เราเรียกว่า ธรรมาภิบาล ถ้าเป็นของบริษัทก็เป็นบรรษัทภิบาล ก็ว่ากันไป เป็นเครื่องมือกำหนดความสัมพันธ์ ในระดับชั้นต่างๆ ในองค์กร หรือหน่วยงานทุกประเภท เพื่อให้เกิดความมั่นคงและก็ต่อเนื่อง ไม่เจ๊งง่ายๆ ถ้าไม่มีธรรมาภิบาลก็อาจจะเจ๊งง่ายๆ อะไรอย่างนั้นเป็นต้น โรงเรียนก็มีธรรมาภิบาลใช่ไหมครับ โรงเรียนก็กำหนด ต้องมีกำหนดชั้นธรรมาภิบาลเหมือนกัน แนวว่า ใครเป็นเจ้าของโรงเรียน เจ้าของโรงเรียนนี้มีความประสงค์ที่จะตั้งโรงเรียนนี้มาเพื่ออะไร หน้าที่เจ้าของโรงเรียนต้องบอก

ชั้นที่ 2 คือ คณะกรรมการนโยบายที่จะกำหนด นโยบายในการบริหารโรงเรียนให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของเจ้าของ

ชั้น ที่3 ก็คือ ซีอีโอ แล้วก็ผู้บริหารโรงเรียน ผู้อำนวยการโรงเรียนเอย ครูใหญ่เอย ซีอีโอผู้บริหารโรงเรียนก็ต้องไปเอาวัตถุประสงค์ของเจ้าของ แล้วก็นโยบายของกรรมการนโยบาย ออกมาแปลงเป็นยุทธศาสตร์ กำหนดกลยุทธ์ กำหนดเป้าหมายไว้

ชั้นที่4 ก็คือผู้ปฏิบัติ ครูบาอาจารย์ เจ้าหน้าที่ต่างๆ ก็ต้องไปเอายุทธศาสตร์ขององค์กรหรือโรงเรียนมาแปลงเป็นแผนปฏิบัติ ให้เกิดผลตามที่เจ้าของอยากได้หรือต้องการ ถ้าเป็นโรงเรียนของรัฐบาล รัฐบาลเขากำหนดเป้าหมาย ในการตั้งโรงเรียนขึ้นมาในแต่ละโรงว่าเพื่ออะไร แล้วก็มีคณะกรรมการสถานศึกษา เป็นกรรมการกำหนดนโยบาย

ระดับที่ 3 ก็จะเป็นผู้อำนวยการแล้วก็ผู้บริหารทั้งหลาย ระดับที่4 ก็จะเป็นครูบาอาจารย์ที่ลงมือปฏิบัติ อันนี้ก็เป็นชั้นหรือโครงสร้างธรรมาภิบาลของโรงเรียน

ในเรื่อง เกี่ยวกับการบริหารหลักสูตร ผมขออนุญาต เนื่องจากโรงเรียนไทยรัฐวิทยา อยู่ในประเภทของ การศึกษาขั้นพื้นฐานเนี่ยะ เราก็ยุ่งอยู่กับประถม มัธยม เพราะฉะนั้นเราก็มีหลักสูตรของเรา มีสาระการเรียนรู้ แปลกสาระ อะไรก็ว่ากันไป เพราะฉะนั้นเรื่องของการตั้งโรงเรียน เจ้าของโรงเรียนก็ดี กรรมการนโยบายก็ดี ผู้บริหารโรงเรียน ก็ต้องกำหนด ขึ้นมาว่า เราจะบริหารอย่างไร เพื่อให้การเรียนการสอน ตามหลักสูตรตามกระทรวงศึกษาธิการ เป็นไปแล้วเกิด คุณภาพดีที่สุด มีประสิทธิผลดีที่สุด อันนี้เราต้องว่ากันตั้งแต่ 4 ระดับเลย ระดับเจ้าของ ระดับกรรมการสถานศึกษา ระดับผู้บริหาร ระดับครูบาอาจารย์ ต้องว่ากันให้ชัดเจน

ส่วนที่ผมจะเพิ่มอีกอันนึง วันนี้ก็คือ รวมทั้ง การสร้างชุดอุปนิสัยให้กับนักเรียนในโรงเรียนของเราด้วย เราต้องการเห็นนักเรียนที่มาอยู่กับเรา 6 ปี ก็ดี 3 ปีก็ดี 9 ปีก็ดี 12 ปีก็ดี แล้วแต่โรงเรียนเราจะสอนอะไรบ้าง เมื่อเขาจบออกไปแล้ว เขาได้ชุดอุปนิสัย ที่เราคิดว่ามันสะท้อนความดี ความจริง ความงาม อย่างไร เจ้าของก็ต้องบอก กรรมการนโยบายก็ต้องเอามาแปลงเอามาให้ได้ แล้วก็ผู้บริหารกับครูก็ต้องเอามาปฏิบัติให้เกิดผลจริงๆ เดี๋ยวผมจะมีตัวอย่างให้ดูนะว่า มันจะมีอุปนิสัยชุด แต่ละชุดอย่างไรบ้าง

โรงเรียน ที่มีธรรมาภิบาลเป็นพื้นฐาน จะง่ายต่อการที่จะเอานโยบายอะไรใส่เข้าไป เหมือนกับบริษัทที่มีธรรมาภิบาล มันก็ง่ายที่จะเอานโยบายอะไรใส่เข้าไปแล้วเกิดผลได้ เพราะโครงสร้างมันรับกัน มันมีโครงสร้างที่รองรับกันอยู่นะครับ อันนี้คือโครงสร้างธรรมาภิบาล ที่ผมกราบเรียน ระดับที่ 1 คือเจ้าขององค์การ จัดตั้งขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์อะไร ระดับที่ 2 กรรมการนโยบาย ต้องแปลงวัตถุประสงค์เป็นนโยบายองค์กร ระดับที่ 3 ผู้บริหาร ต้องแปลงนโยบายออกมาเป็นเรื่องของ ยุทธศาสตร์บริหาร ผู้ปฏิบัติก็เอานโยบายมานี้แปลงเป็นแผนปฏิบัติ

ทั้ง 4 ระดับ จะต้องมีความรับผิดชอบ และความรับผิดรับชอบ ความรับผิดชอบ คือ พันธะที่จะปฏิบัติงาน ความรับผิดรับชอบคือ เมื่อลงมือปฏิบัติงานแล้ว เกิดผลเสียต้องรับผิด ถ้าได้ดีต้องรับชอบ อันนี้คือ accountability กับ responsibility นะครับ จะมี 2 เรื่องด้วยกัน คือบริหารหลักสูตรตามแต่สาระการเรียนรู้ เด็กโรงเรียนเราสอบแล้ว ม.3 ม.6 ไปสอบโอเนตแล้ว คะแนนต้องผ่าน 50 เปอร์เซ็นต์ นะ ทุกสาระการเรียนรู้ เดี๋ยวนี้มันไม่ผ่าน เดี๋ยวนี้มันต่ำมาก หรือว่าท่านรัฐมนตรีอาจจะสนใจ คะแนนโอเนต ในค่าเฉลี่ยของประเทศ ในแต่ละสาระการเรียนรู้มันผ่าน 50 เปอร์เซ็นต์ ไหม ที่สอบมาแล้ว 4  ปี ใช่ไหม มันยังไม่ผ่านใช่ไหม ก็ต้องมีคนรับผิด ว่าทำไมไม่ผ่าน ทำไมการศึกษาของชาติ มันถึงแย่นัก คะแนนเฉลี่ยของคณิตศาสตร์มันถึง เท่าไหร่นะ 30 กว่าคะแนนใช่ไหม 30 กว่าเปอร์เซ็นต์ อย่างนี้เป็นต้น หรือภาษาไทยดีหน่อย เท่าไหร่นะ คะแนนเฉลี่ยภาษาไทยของโอเนต ของม.6 เท่าไหร่นะฮะ ของชาติ จำไม่ได้แล้ว ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ไหม ไม่ถึง ถ้าอย่างนี้ต้องมีคนรับผิดต่อฝ่ายเจ้าของโรงเรียน ทั่วโลก ทั่วประเทศ ปรากฏว่าทั้ง 4 ปี ไม่มีใครรับผิด คะแนนก็ 30, 40 เปอร์เซ็นต์ ไปเรื่อยๆ ครับ ชั่วฟ้าดินสลายก็ได้ ก็ไม่มีใครรับผิดรับชอบ ถูกไหมฮะ

เพราะ ฉะนั้นที่เราบ่นกันอยู่ตลอดเวลา ว่า เอ้ทำไมการศึกษาของเราคุณภาพต่ำ เพราะมันไม่มีการกำหนดความรับผิดชอบ และก็ความรับผิดรับชอบ ถ้าโครงสร้างธรรมาภิบาลเป็นแบบนี้ มันต้องมีคนรับผิด ทำไมคะแนนคณิตศาสตร์ทั่วประเทศ มันถึงได้ 30 กว่าคะแนน เฉลี่ยของประเทศ อันนี้คือเรื่องใหญ่นะครับ ผมคิดว่าจะฝากไว้เรื่องธรรมภิบาล โครงสร้างธรรมาภิบาล เอาไปใช้เถอะครับ ไปใช้ที่โรงเรียนเถอะครับ ส่วนโรงเรียนไหนดีกว่าคะแนนเฉลี่ยของประเทศเอาไปเลย 2 ขั้น 3 ขั้น ว่าไปเลย จะได้รู้กันสักที เข้าใจนะฮะ

ของไทยรัฐวิทยามีใครที่เกิน ค่าเฉลี่ยของประเทศบ้าง เยอะใช่ไหม ที่ขึ้นมารับโล่ หวังว่าต้องเกินทุกคนนะ  แล้วจริงๆ ท่านรัฐมนตรี ผมเรียนผู้อำนวยการเขตต้องรับผิดชอบ ต้องรับผิดรับชอบ ผู้อำนวยการเขต ต้องรับผิดรับชอบว่าค่าเฉลี่ยของเขตเรา ต่อประเทศเนี่ยะมันยังไง สมมุติเราดูแลอยู่ 100 โรง ผู้อำนวยการดูแลอยู่ 100 โรง แล้วคณิตศาสตร์ ป.3 สมมุติว่าเขาสอบ เขาไม่สอบใช่ไหมคณิตศาสตร์  สอบใช่ไหม ป.3 สอบเหมือนกัน คณิตศาสตร์ ป.3 สมมุติค่าเฉลี่ย 35 คะแนน ต่อ 100 ของประเทศ แล้วเขตของเราได้ 40 เออ ใช่ได้นี่หว่า แต่เขตของเราได้ 32 ไม่ได้ อันนี้ไม่ได้ เข้าใจนะครับ ขณะที่เรามี bench mark ไว้เรียบร้อยแล้ว ระดับประเทศ ท่านรัฐมนตรีต้อง ฉึ่ง เลขา สพฐ. ฉึ่ง หมายความว่า เอาผิด หรือ ชมก็ได้ ฉึ่งก็ได้ ชมก็ได้ ถ้าเขาบอกว่า โอโฮ้ คณิตศาสตร์ปีที่แล้วมัน 35 แล้วเราก็บอกว่ามายกเครื่องกันทั้งประเทศ ทำยังไงให้คะแนนคณิตศาสตร์มันขึ้นมาทั้งประเทศให้ได้ แล้วทำกันใหญ่เลย

ท่าน เลขา สพฐ.ไปคุยกับผอ.เขต ทั้ง70, 80 เขต คุยกันใหญ่ ผอ.โรงเรียน 2,000 กว่าโรง คุยกันใหญ่เลย วางแผนกันอย่างดี อย่างโน้น อย่างนี้ เสร็จแล้วมันก็ขึ้นมา 37, 42, 50 โอ้โฮ้ มีความสุขเหลือเกิน ภายใน 5 ปี ค่าเฉลี่ยของ วิชาหลักๆ ของเราเกิน 50 เปอร์เซ็นต์ ทุกอัน มีความสุขมาก แล้วท่านรัฐมนตรีท่านก็ยิ้ม เข้าใจนะฮะมันต้องมีคนรับผิดรับชอบ ทางธุรกิจเขามีอยู่แล้ว ไม่งั้นธุรกิจมันเจ๊งไปนานแล้ว โรงเรียนของไทย ถ้าเป็นธุรกิจ เจ๊งไหมฮะ คุณซูม เจ๊งแล้วเนอะ คือค่าเฉลี่ยมันได้ 30 กว่า ไม่เจ๊งได้ยังไง มันเจ๊งอยู่แล้ว โอเคนะ ฉะนั้นก็กราบเรียนว่าเครื่องโครงสร้างธรรมาภิบาล ทำเถอะครับ มันจะได้มีคนรับผิดชอบสักที ว่าอะไรคืออะไรนะฮะ การศึกษาของเราจะได้มีคนรับผิดชอบ

เอาหละดูระบบที่ 5 ระบบที่5 ก็เป็นกฎเกณฑ์สังคม ขนบธรรมเนียมประเพณี มารยาท เป็นข้อกำหนดเชิงปฏิบัติ สำหรับสมาชิกในสังคมนั้น ๆ เพื่อความสมดุล เพื่อความเป็นหมู่คณะ และเพื่อความอยู่รอด เราไปอีสานเขาก็มีชุดมารยาท ชุดประเพณีชุดนึง ไปทางเหนือ ไปทางใต้ เขาก็มี คนไทยทั่วประเทศก็มีอีกชุดหนึ่ง เป็นของดีทั้งนั้น เป็นเรื่องของ ความดี ความจริง ความงาม ทั้งนั้นเลย

ชุด ที่ 6 เป็นของประจำตระกูลหรือครอบครัว หลายตระกูลเนี่ย ปู่ ย่า ตา ยาย เขาสั่งสอน กันมาว่าครอบครัวเราต้องยึดมั่น กตัญญู กตเวที แล้วก็สอนต่อไปนะ บางตระกูล ก็ยกในเรื่องของความซื่อสัตย์สุจริต ตระกูลนี้ซื่อสัตย์สุจริต ค้าขาย ตรงไปตรงมา อย่างนี้เป็นต้น ฉะนั้นถ้าตระกูลไหนไม่สอนความดีให้แก่ลูก เรามีคำไทย บอกว่าพ่อแม่ไม่สั่งสอนใช่ไหม เด็กคนนี้ พ่อแม่ไม่สั่งสอน เพราะว่าครอบครัวไม่ได้ให้ความสำคัญ ของการที่จะสอนความดี ความจริง ความงาม ให้แก่ลูกหลาน เหมือนที่พระเจ้าอยู่หัวรับสั่ง เมื่อกี้ว่า ต้องสอนความรู้ด้วย และสอนความดีด้วย ครูก็ต้องสอนความดี

เดี๋ยวไป เรื่องอุปนิสัยศึกษา ต้องสอนความดีเหมือนกัน ผมเข้าใจว่า ของตระกูลจิราธิวัฒน์ เนี่ยเขาแม่นมาก ในเรื่องคุณธรรมประจำตระกูล นะฮะ เขามีทุกตระกูล มีหมด ตระกูลที่เขายืนหยัดอยู่ได้ ฟันฝ่าจากการเปลี่ยนแปลงของโลกและสังคมของธุรกิจได้ เขาต้องมีอะไรดี เป็นคุณธรรมประจำตระกูล ลองไปศึกษาดูเถอะ โรงเรียนก็เหมือนกัน โรงเรียนก็ต้องมีชุดคุณธรรมของโรงเรียน อันนี้ไม่ได้พูดถึงคำขวัญที่บรรพบุรุษของโรงเรียนติดแปะไว้ที่ฝาผนัง แล้วก็ไม่มีใครสนใจ ว่าจะเอามาทำอะไร ยกเว้นท่องสอบ ต้องเอามาทำให้เกิดเป็นจริงขึ้นมาให้ได้นะครับ

อีกชุดนึง ชุดที่ 7  เป็นชุดคุณธรรม ที่พระเจ้าอยู่หัวจะพระราชทานให้คนไทยในโอกาสต่างๆ เช่นตอนที่ฉลองิสิริราช 60 ปี เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2549 ท่านก็พระราชทานไว้ 4 ข้อ เมตตาธรรม สามัคคีธรรม สุจริตธรรม และความเที่ยงธรรม ลองไปอ่านดู อันนี้โดยสรุปก็คือ เห็นแล้วใช่ไม่ว่าคุณธรรมคือตอนแรกเลยผมอันเชิญพระบรมราโชวาทแล้วก็ทำความ เข้าใจกับพวกเราว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งบ่อยมากว่าเราต้องสอนลูกหลาน ต้องสอนเด็ก แล้วก็ต้องสอน 3 เรื่องด้วยกันคือ สอนเรื่องความดี ความรู้ ความดี แล้วก็ทำงานเป็น

เรื่องที่ 2 ผมมาเสนอความคิดในเรื่องของคุณธรรม ซึ่งมันสะท้อนในเรื่องความดี ความจริง ความงาม อยู่ด้วยกันเป็นก้อนเดียวกัน แล้วก็กราบเรียนว่าในสังคมไทยเรามีชุดเครื่องชี้คุณธรรมสอนคุณเยอะแยะไปหมด เลยแล้วแต่จะดึงเอามาใช้ โอเคนะครับ พร้อมแล้วนะจะมาเข้าเรื่องอุปนิสัยศึกษา

ในการปฏิรูปการศึกษาเมื่อ 10 ปีที่แล้ว 2542 เรามีพ.ร.บ.ออกมาแล้วก็มีวัตถุประสงค์ว่าจะสอนให้เด็กไทยเป็นคนดีคนเก่งและ มีความสุข ผมก็ลองไปหาดูคนดีมีนิยามอะไรบ้างก็มีเยอะ คนดีของแต่ละคนมีเยอะมาก อันนี้เป็นคนดีของสมเด็จย่า ผมเอามาจากหนังสือดั่งสายธารศรีนครินทร์แห่งแผ่นดิน หน้า 88 คนดีของฉันรึจะต้องเป็นคนไม่พูดปด ไม่สอพลอ ไม่อิจฉาริษยา ไม่คดโกง ไม้มีความทะเยอทะยานแบบอย่างบ้าๆ แต่พยายามทำหน้าที่ของตน ให้ดีในขอบเขตของศีลธรรม กราบเรียนก็แล้วแต่แต่มีนิยามเยอะเรื่องคนดี คนดีทางศาสนาพุทธ คนดีของขงจื๊อ คนดีของเล่าจื๊อ คนดีของทางศาสนาคริสต์ ของทางอิสลามเค้า คนดีของตระกูลนี้ คนดีของจังหวัดนี้ ก็จะมีนิยามต่างๆ กันไม่เป็นไร ผมฝากไว้ก็แล้วกันว่าในเป้าหมายของเราต้องสอนความดี เพื่อให้ได้คนดีขึ้นมา

ผมไปได้นิยามอันหนึ่งของฝรั่งพูดถึงคนเก่ง ฝรั่งเขาจะพูดถึงคนเก่งคือคนที่ใฝ่เรียนรู้อยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่คนที่เรียนเก่งครั้งเดียวแล้วก็ได้เอบวกแล้วก็ไม่ดูหนังสืออีกเลย ไม่เรียนรู้อีกเลยทั้งชีวิตก็เป็นคนเก่งไม่ได้ต้องเป็นที่ใฝ่เรียนรู้อยู่ ตลอดเวลา

เพราะฉะนั้นพอย้อนกลับมาที่โรงเรียนเราจะทำอย่างไรให้ลูก หลานเราเนี่ยมีวิธีที่จะเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา ยูเนสโกเขาบอกว่าเป้าหมายของการศึกษาอยู่ที่ว่าต้องสอนให้ลูกหลานเรียนรู้ วิธีที่จะเรียนรู้ เลิร์นนิ่งฮาวทูเลิร์น สำคัญที่สุดไม่ใช่ไปยัดเยียดความรู้เป็นแท่งๆ ใส่เข้าไป แต่ต้องไปบอกวิธีว่าลูกหลานเราจะไปหาความรู้นี้ไปหาอย่างไร เมื่อกี้นี้ท่านนายกฯ พูดแล้วว่า สื่อมวลชนก็ดี โรงเรียนก็ดี เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ เพื่อจะได้เป็นสังคมแห่งความรู้

เพราะ ฉะนั้นคนเก่งก็คือคนที่ใฝ่เรียนรู้อยู่ตลอดเวลา แต่ว่าตรงนี้เป็นหน้าที่ของโรงเรียน และครูคือต้องทำสองอัน อันที่ 1 คือทำอย่างไรจะให้เด็กเขามีแรงบันดาลใจที่จะเรียนรู้ และอันที่ 2 เขามีวิธีที่จะเรียนรู้ ถ้าจะดัดจริตภาษาฝรั่ง อินสไปเรชั่น แล้วก็ แลคโทโลยี อันนี้คือหน้าที่ของครู

ตอนหลังๆ ก็มาบอกว่าขบวนการศึกษาของเราออกมาในเรื่องของ student center คือต้องเอาเด็กเป็นศูนย์กลางผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง แล้วบทบาทครูอยู่ตรงไหน บทบาทครูยิ่งสำคัญกว่าเก่าอีก ถ้าเป็นการสอนนำการเรียน แล้วก็เป็น teacher center หรือคือครูเป็นศูนย์กลางของการศึกษาเป็นครูง่ายครับ เป็นครูง่ายมากเลย

ผมจะลองยกตัวอย่างนะ

ผมเป็นครูสอนภาษาไทย ป.3 มีนักเรียนอยู่ 27 คนในห้อง ถ้าครูเป็นศูนย์กลางก็คือผมเตรียมสอนอย่างดีเลย พอถึงชั่วโมงผมเข้าไปทันทีผมไม่สายผมก็เป็นครูที่ดีมากไม่สาย แล้วก็เตรียมสอนๆ ไอ้ลิง 27 ตัวมันจะเรียนหรือไม่เรียนช่างมัน ฉันจะสอนให้เต็มที่แล้วพอสิ้นชั่วโมงก็ออก แต่ถ้าหากว่าตรงกันข้ามเป็นเรื่องของผู้เรียนหรือนักเรียนเป็นศูนย์กลาง ผมจะต้องรู้เลยว่าเด็กนักเรียนทั้ง 27 คนของผม ฐานความรู้ของชั่วโมงต่อไปเขารับได้มากแค่ไหน เขามีแรงบันดาลใจที่อยากจะเรียนแค่ไหนทั้ง 27 คนแต่ละคนหายไปคนก็ไม่มาเรียนคน ผมก็จะอึดอัดใจแล้วว่าทำไมหายไปคน ไม่มาเรียนคน แล้วเรียนจนกระทั่งคนสุดท้ายในห้องเรียนรู้ในวิชาที่ฉันสอนคือ student center ขอนอกเรื่องนิดนึง แต่เป็นเรื่องจริง

ผมรู้จักคุณศุภฤกษ์ เขาทำงานซีพี.แล้วเขาถวายงานสมเด็จพระเทพฯ โดยให้โรงเรียน ตชด สอนเด็กเลี้ยงไก่ แล้วก็คุยกันอยู่เรื่อยๆ แล้วเมื่อเร็วๆนี้ ลูกสาวของเขาได้ทุนสมเด็จพระเทพฯ ได้รับพระราชทานทุนไปเรียนมัธยมที่เมืองจีนไปตอนแรกก็แย่แล้ว เพราะเรียนไม่ทันภาษาสู้เขาไม่ได้แต่เป็นเด็กเก่ง

พ่อก็ไทรศัพท์ทาง ไกลไปบอกว่าลูกตอนนี้เรียนไม่ทันเขาใช่มั้ย ลูกสาวตอบว่าใช่งั้นก็ไปเรียนกวดวิชาอย่างไรรู้ไหม เค้าตอบว่าที่โรงเรียนเขาห้ามครูกวดวิชา ถ้ากวดวิชาจะถือว่าผิดวินัยร้ายแรง เขามีหลักว่าวันไหนก็ตามที่ครูไปโรงเรียน เค้าบอกครูจะกลับบ้านครูได้ ก็ต่อเมื่อเด็กคนสุดท้ายเข้าใจบทเรียนที่ครูสอนในวันนั้น ฟังให้ดีนะ ครูจะกลับบ้านครูได้ก็ต่อเมื่อเด็กคนสุดท้ายเข้าใจในวิชาที่ครูสอน พ่อโทรจากเมืองไทยบอกถ้าอย่างนั้นครูก็กลับบบ้านเย็นหน่อยละซิ ใช่ ปรกติครูจะกลับ ห้าหกโมงเย็นจะต้องเขี่ยวเข็นจนเด็กคนสุดท้ายเข้าใจแล้วบอกบางที สองทุ่มสามทุ่ม อันนี้คือ student center เด็กเป็นศูนย์กลางหรือความสำคัญของการศึกษา ขอฝากคุณครูไว้นะ

ถ้า เราทำอย่างนั้นได้ลูกศิษย์เราในชั้นจะเข้าใจทุกชั่วโมงที่เราสอน คุณภาพการศึกษามันจะต้องดีแน่นอน เข้าใจนะผิดวินัยร้ายแรงไล่ออกเลยนะ ครูที่โน่นถ้าทางการเขาจับได้ว่ากวดวิชาเขาไล่ออกเลยนะ โอ้ยแย่เลยบ้านเราคงเหลือไม่กี่คน

2 ครูตกลงมีหน้าที่ทำอย่างไรให้เด็กอยากเรียนในวิชานั้นๆ ในชั่วโมงนั่นๆ ในเทอมนี้ในปีนี้แล้วอันที่ 2 ครูจะต้องพยายามทำทุกวิถีทางที่จะขจัดปัจจัยที่ทำให้เด็กไม่อยากมาโรงเรียน หรือไม่อยากเรียนถูกไหมฮะ เป็นหน้าที่ของครูร่วมกับผู้ปกครองช่วยกัน

เรื่องที่ 2 ก็คือคนที่รู้แล้วสามารถเอาความรู้ไปประกอบกิจการงานได้ จึงจะเป็นคนเก่งจริงอันนี้ก็ฝากไว้เฉยๆ นะครับ

การ ที่เราจะพูดเรื่องอุปนิสัยศึกษาเราต้องมาวิเคราะห์สถานการณ์ของบ้านเมือง ก่อนว่า เด็กไทยขณะนี้มันอยู่ภายใต้กระแสร้ายๆ อะไรบ้าง เราจะพยายามทวนกระแสอย่างไรให้มันดีเป็นอย่างเดิมอย่างที่พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย เราเคยนั่นกันมา อันนี้เป็นเรื่องใหญ่ สมมติว่าเราจะทำอุปนิสัยศึกษา แล้วก็มีชุดคุณธรรมอันหนึ่งที่โรงเรียนนี้จะต้องฝากให้ในโรงเรียน เราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องวิเคราะห์ให้ได้ว่าลูกศิษย์เรา โรงเรียนเราอยู่ในสิ่งแวดล้อม มันอยู่ภายใต้กระแสอะไรที่เราคิดว่ามันเป็นกระแสลบ ไม่ดีสำหรับลูกศิษย์เรา แล้วเราเอามาทำอย่างไรให้เป็นบวก แปลงให้เป็นบวก จากที่มันเป็นความเสี่ยงกลับมาเป็นโอกาสให้กับลูกศิษย์เราในชีวิตเขา อันนี้จำเป็นต้องรู้

ผมพยายามจะดูว่ามันเป็นปัจจัยอะไรบ้างที่ กระทบต่อสังคมไทยในวันนี้ ขณะนี้เรายอมรับกันว่าเราต้องอยู่ในโลกของโลกทั้งโลกที่ต้องเชื่อมเขาหากัน หรือโลกในกระแสโลกาภิวัตน์ เรากำลังอยู่ในภาวะทุนนิยมไร้คุณธรรมค่อนข้างมาก อันนี้ผมไม่ได้พูดเองนะ

ใน 2 ปีผ่านมาที่อเมริกาเกิด แฮมเบอร์เกอร์ดีซีส เรื่องการเงินการทองเขาลำบากยากเย็นจนกระทั่งวันนี้ แล้วก็ประเมินคนในอเมริกาก็ประเมินเองในหนังสือ ไทม์แมกกาซีน บอกว่ามันมีอยู่ 4-5 ปัจจัยที่ทำให้อเมริกาต้องเกิดปัญหาทางการเงินในช่วง 2 ปี เขาก็บอกเลยว่าปัจจัยแรกคือ neglect คือความประมาท อันที่ 2 คือ   greed คือความโลภ และอันที่ 3 คือความไม่รับผิดชอบของผู้ที่ต้องจะรับผิดชอบแล้วไม่รับผิดชอบ เช่น ผู้จะต้องตรวจตราบัญชีแบงก์แล้วไม่ทำทำไม่จริงอย่างนี้เป็นต้น มันมีโลกของมัน แล้วก็เรื่องอัตตะนิยมสุดสูง เดี่ยวผมจะลองเสนอดูเพื่อเราจะได้ แต่ถ้าเห็นด้วยก็เอานะครับ ท่านกลับไปก็ต้องประเมินโรงเรียนของตัวเอง แล้วมีอะไรบ้างที่จะต้องแก้และจะได้กำหนดเป็นอุปนิสัยศึกษาของโรงเรียนท่าน กระแสโลกาภิวัตน์

แนวคิดนึงก็คือจะทำสังคมทุกประเทศให้เหมือนกัน จริงๆ มันเหมือนกันไปแล้ว เป็นแต่เพียงว่าประเทศไหนจะมั่นคงอยู่ในวัฒนธรรมของตัวเองหรือความเป็น อัปลักษณ์ของตัวเองได่มากแค่ไหน มีคนทำวิจัยง่ายๆ เขาเอาวีดีโอไปฉายที่ห้องนอนของคนหนุ่มในอเมริกา ในฟิลิปปินส์ ในอินโดนีเซีย ไปฉายห้องนอน ตั้งแต่หน้าห้องนอน รองเท้าที่เขาใช้ ไนกี้ อาดิดาส ทั้ง 3 ประเทศแล้วก็โปสเตอร์ที่แปะในห้องนอน ดารา ก็เป็นดาราสากล คนเดียวกัน

ตอนนี้อาจจะมีดาราเกาหลีเขามาด้วย แล้วก็เครื่องไม้เครื่องมือในห้องนอนมันก็ยี่ย้อเดียวกันทั้งนั้น โซนี่ ได้ความเหมือนนี่มันมากขึ้นๆๆ คำถามคือเหมือนใครใครมีอิทธิพลมากที่สุด สังคมไทยจะอยู่รอดได้อย่างไรท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์แบบนี้ เราจะสอนลูกหลานไทยอย่างไรในรื่องความรักชาติ และความเป็นคนไทย อันนี้เป็นคำถามให้แก่ท่าน

เรื่องที่ 2 คือทุนนิยมไร้คุณธรรม ที่จริงทุนนิยมเป็นของดี ทุนนิยมเสรีที่ยึดมั่นในความถูกต้องดีงามและความเที่ยงธรรมต่อผู้อื่นและต่อ สังคมโดยรวมเป็นของดี ทุนนิยมเป็นของดีเพราะว่าโดยพื้นฐานเป็นการนำเอาศักยภาพของคนออกมาสู้กัน แต่ต้องมีกฎเกณฑ์ซึ่งเที่ยงธรรม ทุนนิยมต้องมีกฎเกณฑ์ที่เที่ยงธรรม ถ้าไม่อย่างนั้นนะไปกลั้นแกล้งผู้มีอำนาจ และไปกลั้นแกล้งในการทำธุรกิจไปกลั่นแกล้งผู้มีอำนาจน้อย อันนั้นเรียกทุนนิยมสามาน ไม่สนใจกฎหมาย ไม่สนใจความเที่ยงธรรมเลย ประเทศจะอยู่ยากอย่างนั้น เราจะใช้หลักสอนอะไรลูกหลานให้ยึดมั่นทุนนิยมเสรีที่ยึดมั่นในความถูกต้องดี งามความเที่ยงธรรมต่อผู้อื่นและต่อสังคมโดยรวม

อันที่ 3 ซึ่งเรากำลังอยู่ในภาวะอัตตะนิยมสุดกู่คือ อีโก้อิสติกการที่ทุกคนยึดเอาตัวเองเป็นใหญ่กว่าส่วนรวม เมื่อกี้เราพูดถึงเรื่องวิทยานิพนธ์ พูดถึงเรื่องว่างานวิทยานิพนธ์นั้น ชี้ให้เห็นว่าประโยชน์สาธารณะนั้นสำคัญ  แต่พวกอัตตะนิยมนี้ ที่ตรงกันข้าม เขาบอกว่าประโยชน์ของกูสำคัญที่สุด ประโยชน์ของกูคือของตัว อันนี้อันตรายมาก

ผมเคยคุยกับพวกที่เขาทำหลักสูตรของสิงคโปร์ เขาบอกว่าสิงคโปร์เจริญมาก รวยก็รวยกว่าเขาในอาเซียน แล้วก็การศึกษาก็ดีที่สุด แต่เขาวิเคราะห์ รัฐบาลของสิงคโปร์เขาวิเคราะห์ เขาวิเคราะห์ว่าคนสิงคโปร์เห็นแก่ตัว จะโยนอะไรก็โยนมันถึงต้องออกระเบียบมากมาย แล้วก็ไม่ค่อยมาร่วมงานส่วนรวม เอาตัวรอดเอาครอบครัวรอด เขาก็บอกว่าเขาก็วิเคราะห์ว่า ประเทศเราก็เล็กนิดเดียว ขนาดนิดเดียว น้ำจืดยังไม่พอกินเลยต้องซื้อเพื่อนบ้าน อย่าว่าแต่อาหารเลย ข้าวปลาต้องซื้อเพื่อนบ้านทั้งหมด

ถ้าคนเห็นแก่ตัวอย่างนี้ แล้วก็เพื่อนบ้านใหญ่กว่าไม่รู้กี่เท่า หนึ่งร้อยเท่า สองร้อยเท่า บางครั้งก็เป็นมิตร บางครั้งก็เป็นศัตรู แล้วประเทศเราจะรอดได้อย่างไร ถ้าคนไม่รักสิงคโปร์ คนสิงคโปร์ไม่รักสิงคโปร์ สิงคโปร์จะรอดได้อย่างไร อันนี้คือคำถามของเขา แล้วเขาบอกไม่ได้เขาต้องจัดกิจกรรมตั้งแต่เด็กอนุบาล ประถม มัธยมเลย จัดกิจกรรมเพื่อให้เด็กร่วมกัน แล้วมาทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ที่เกาหลีใต้ ผมก็ไปคุยกับเขา เรื่องที่เขารับผิดชอบหลักสูตรพื้นฐาน เขาก็พูดทำนองเดียวกันเขาบอกประเทศผม ไม่เหมือนประเทศอื่น เหนือ ใต้ ออก ตก รอบล้อมด้วยมหาอำนาจ แล้วทุกประเทศมหาอำนาจเคยมายึดครองประเทศผมทั้งนั้นเลย ไม่ว่าจีน ญี่ปุ่น รัฐเซีย อเมริกา มายึดครองประเทศผมทั้งนั้นเลย

ถ้าระบบการศึกษาของ ประเทศผม ไม่สามารถสร้างให้เด็กและเยาวชนรักประเทศเขา แล้วเขาจะอยู่ได้อย่างไร ใครจะเสียสละเพื่อประเทศเขา ผมว่าน่าสนใจนะ อีกประเทศนึ่งที่พูดอย่างนี้ ก็คือ อิสราเอล อิสราเอลเขาบอกว่าประเทศเขาอยู่ท่ามกลางศัตรูทั้งนั้นเลย แล้วถ้าระบบการศึกษา การเลี้ยงดูเขาเนี้ย ไม่ทำให้เด็ก เยาวชนรุ่นใหม่ของอิสราเอลเขารักชาติ แล้วใครจะเสียสละเพื่อชาติ

อีก ไม่กี่ปีชาติเขาก็คงไม่เหลืออีกเหมือนกัน เหมือนในอดีต เมื่อเร็วๆนี้มีโพลของอะไรไม่รู้ ถามเยาวชนไทย ว่ามีกี่เปอร์เซ็นต์ที่ภูมิใจความเป็นคนไทย ท่านเชื่อไหม หกสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ที่ไม่ภูมิใจที่เป็นคนไทย ผมว่ามันต้องมีอะไรที่เป็นโรคร้ายแรง ในระบบการศึกษาเรา ในระบบดูแลเด็กและเยาวชนของเรา ที่ทำให้สองในสามไม่ภูมิใจที่เป็นเด็กไทยหรือเป็นคนไทย ผมว่าผิดตรงนี้ผิด นะเอานะผมจะหยอดอะไรตรงนี้ไว้ให้นะมันผิดร้ายแรงมากเลย นะครับผมคิดว่าบ้านเราเนี่ย กำลังมีโรคเราต้องรีบแก้ ต้องรีบแก้นะครับ ยึดมั่นในตัวกูของกู ยกสิทธิ์ของฉันเป็นหลัก ละเลยสิทธิ์ผู้อื่นและสิทธิสาธารณะนะครับ เราจะต้องร่วมกันกำหนดกิจกรรมทั้งที่บ้าน ที่ชุมชน ที่โรงเรียน เพื่อให้ลูกหลานสำนึกในหน้าที่ต่อสาธารณะ สำนึกในสิทธิ์ของบุคคลอื่นก่อนตนเอง รู้จักแบ่งปันให้คนอื่น ให้มากกว่ารับได้อย่างไร

มาถึงที่ผมอยากจะกราบเรียนพวกเราในวันนี้ โดยพื้นฐานสองอันนะครับ พื้นฐานอันแรกคือ พื้นฐานของเรื่องของคุณธรรม ความดี ความจริง ความงาม พื้นฐานที่สองก็คือ พื้นฐานของกระแสสังคมไทยในขณะนี้ เรากำลังผจญกับแนวความคิดหรือรสนิยม หรือคุณค่าเนี่ย ในทางที่เป็นอันตรายมากนะครับ

คราวนี้การศึกษาคือ อะไร พวกเราก็ทราบดี การศึกษาคือระบบที่จัดให้เด็กและเยาวชน เกิดการเรียนรู้ เรียนรู้อะไร เรียนรู้ความรู้ เรียนรู้ความดี และก็เรียนรู้ที่จะทำงานเป็น สามเรื่องนะครับ  เท่านั้นยังไม่พอผมคิดว่า อีกสองอันที่อยากจะเสนอคือ การศึกษาจะต้องเน้นในการสร้างอุปนิสัยที่งดงาม ที่ประเทศเราหรือชุมชนของเราเชื่อว่าจะดีสำหรับตัวเขาเองด้วย และก็สังคมด้วย นี่สำหรับตัวเขาด้วยและก็สังคมด้วย

ทางองค์การ ศึกษาในทั่วโลกขณะนี้กำลังพูดกันอยู่ ถึงเรื่อง Character Education หรืออุปนิสัยศึกษาว่าระบบการศึกษาจะมากล่อมเกลาให้เราสร้างลูกหลานของเรา ซึ่งจะเป็นพลเมืองไทยเต็มที่ในอนาคตอันไม่ไกล นี่แหละครับ ให้เขามีชุดของอุปนิสัยอย่างไร จึงจะเป็นประโยชน์ต่อตัวเขาเองและก็ต่อสังคมโดยรวม

อีกอันนึ่งใน ระบบการศึกษาของอังกฤษ เขาพูดว่าไม่ว่าเราจะทำทั้งบน เท่าไหร่นะครับ แต่สุดท้ายแล้ว ลูกหลานของเราหรือลูกศิษย์ของเรา จะต้องมี จะต้องยึดมั่นในความถูกต้อง ชอบธรรม เขาใช้คำว่า Integrity ซึ่งผมจะขยายทีหลัง ขอประทานโทษที่ต้องเป็นภาษาอังกฤษนะครับ อันนี้คือ Character Education ซึ่งวงการศึกษาเขากำลังคุยกันอยู่ว่า ถ้าเราอุส่าลงทุนนะ

ในวงการศึกษาเนี่ย ของเราก็สามแสนกว่าล้านต่อปี ถ้าเราสามารถลงทุนในระบบการศึกษา แล้วก็ฟูมฟักลูกหลานของเราซึ่งจะเป็นผู้ใหญ่ในอนาคตเนี่ยนะครับ เราไม่ใช่มองเฉพาะความรู้ในหลักสูตร เราต้องผ่านอะไรครับ value ก็คือคุณค่าของสังคมไทย ที่ดีๆ นอมส์ ของเราก็คือ มาตรฐาน หรือประเพณีของไทยที่ดีๆ ประเพณีต่างๆของสังคมไทยเนี่ย ลงไปสู่คนรุ่นต่อๆไปด้วย ไม่ใช่ความรู้อย่างเดียวแต่สิ่งเหล่านี้เนี่ย เราต้องใส่เข้าไปด้วยผ่านอะไรครับ ผ่านการกำหนดชุดอุปนิสัย หรือ Character ชุดนึง สำหรับลูกศิษย์ของเราในสถาบันนี้ ในโรงเรียนนี้ เมื่อสักร้อยปีเศษ นะครับ เมื่อ 100 ปีเศษ ปี 1906 ตอนนั้นรัชกาลที่ 6 ยังเป็นมกุฎราชกุมาร แล้วก็ไปวางศิลาฤกษ์ให้กับโรงเรียนพิสโรเยอร์วิทยาลัย ซึ่งเป็นของสภาคริสต์จัดที่เชียงใหม่ แล้วก็มีครูใหญ่ ชื่อ แฮร์ลิส ได้กราบบังคมทูลว่า ประโยคสุดท้าย พระครูแฮร์ลิส เนี่ย เมื่อร้อยสามปีก่อนเนี่ย บอกว่าโรงเรียนนี้ไม่ได้ตั้งใจที่จะยัดเยียดความรู้ให้กับลูกศิษย์ เพราะตระหนักดีว่า ความรู้นั้นเปลี่ยนแปลงไปตามยุคตามสมัย แต่โรงเรียนนี้ต้องการจะสร้างชุดอุปนิสัยชุดหนึ่งให้กับลูกศิษย์นี้ ลองดูนะครับเมื่อร้อยสามปีก่อนเนี่ย เขาคิดอย่างไรบ้างในการสร้างอุปนิสัยชุดหนึ่งนะ เขาว่าอย่างนี้ครับ ประโยคสุดท้ายในการกราบบังคมทูลบอกว่า เดอะฮาวเออร์ลิติมิดต็ด Character deverlopmant of Character จริงๆแล้วเนี่ยเขาเชื่อว่า เป้าหมายสูงสุดของการศึกษาก็คือ การสร้างอุปนิสัยชุดหนึ่งให้กับลูกศิษย์ อันนั้นฝรั่งพูดนะ เป็นคริสต์เตียนเขาพูดกันอย่างนี้ เขาหวังว่าโรงเรียนของเขาเนี่ย เมื่อเด็กจบออกไปแล้วเนี่ย จะพัฒนาตัวเองเป็นพสกนิกรที่ภักดีต่อแผ่นดิน Loyal subjiects

ผมขอ อนุญาตแปลว่า เป็นพสกนิกรที่ภักดีต่อชาติ ต่อแผ่นดิน และเราก็มาพูดกันวันนี้ในประเทศต่างก็มาพูดกันวันนี้ ในเรื่องความรักชาติ ในเรื่องความที่ต้องเห็นแก่ส่วนรวม แต่จริงๆร้อยสามปีที่แล้ว ท่านพูดไว้ครับ

ข้อสองท่านอยากให้ลูกศิษย์ของท่านเนี่ย นอกจากเป็นพสกนิกรที่รักภักดีต่อแผ่นดินแล้วเนี่ย ยังเป็นพลเมืองดีอีกด้วย เรื่องพลเมืองดีเนี่ย ในสำนึกของทางตะวันตก ซึ่งเน้นระบอบประชาธิปไตย เขาถือว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก จากวัฒนธรรมกรีก โรมัน และผ่านมาที่ยุโรปเนี่ยนะครับ และก็กระบวนการประชาธิปไตย เพราะกระบวนการประชาธิปไตยจะเกิดไม่ได้เลย ถ้าเราไม่ได้สร้างชุดอุปนิสัย ชุดหนึ่งเพื่อที่จะสะท้อนความเป็นพลเมืองดี Good citizens chip ขณะนี้ได้มีกระบวนการที่ พยายามนำเอาความคิดเนี่ย ไปเผยแพร่ตามประเทศต่างๆ เขาเรียก    civitas เป็นกระบวนการ civitas ก็คือเป็นองค์กรเอกชน เป็นองค์กรอิสระ ที่พยายามจะนำเอาความคิด ความรู้ ประสบการณ์ในเรื่องการสร้างความเป็นพลเมืองดีนี้ออกไป ไม่ซื้อเสียงขายเสียงอย่างนี้เป็นต้น ความเป็นพลเมืองดีต้องยึดมั่นในคุณค่าของประชาธิปไตยที่แท้จริง ต้องรู้จักฟังเสียงส่วนใหญ่ แล้วก็คำนึงถึงเสียงส่วนน้อย อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉนั้นเมื่อร้อยสามปีที่แล้ว พระครูแฮร์ลิส ได้พูดอันนี้ขึ้นมา Good citizens ผมว่าเขายังใช้ได้อยู่นะ

ข้อสาม เขาบอกว่าอยากเห็นลูกศิษย์ของเขา เป็นคนที่ทำงานเป็นผู้เชี่ยวชาญ เป็นคนที่ทำงานได้ Skille Workers ไม่ใช่จบไปแล้วลอยชาย ไม่ใช่ ต้องเป็นคนทำงาน และอันสุดท้ายเข้าบอกว่า Upright men ก็แปลว่า มีคุณธรรมก็ได้ สมัยนั้นเป็นโรงเรียนชาย แต่ตอนนี้มีนักเรียนหญิงด้วย โรงเรียนนี้นะครับ ตอนนี้อาจจะเป็น Upright Person ก็ได้นะ ตอนนี้สิทธิสตรีในระบบใช้คำว่า Person Upright men with ทีน อิควิกมาย ด้วยจิตใจเห็นไหมครับ จิตใจที่ได้รับการฝึกฝนกล่อมเกลา เป็นอย่างดี well equipment อันนี้คือ Character educationเมื่อร้อยสามปีที่แล้ว ผมขอฝากพวกเรานะ

สมมุติว่าพวกเรา จะยกสี่ข้อนี้ สมมุติเป็นตัวอย่างเฉยๆนะ ว่าเรากลับไปละ โรงเรียนไทยรัฐวิทยากลับไปที่หน่วย เอาละต่อไปเราจะมีโครงการอุปนิสัยศึกษา อันนี้คืออุปนิสัยที่เราบอกว่าจะสร้างขึ้นมา ให้สะท้อนออกมาว่าเป็นผู้ที่จงรักภ้กดีต่อแผ่นดิน

แอพพริบิวท์ ก็คือ เราจะสร้างคุณลักษณะนี้เพื่อจะเสริมตรงนี้ยังไง  อันที่หนึ่ง จงรักภักดีต่อแผ่นดิน เช่นภูมิใจในความเป็นไทย รับใช้ส่วนรวมและรับใช้แผ่นดิน กิจกรรมเราทำอะไรบ้าง โรงเรียนเราจะมีกิจกรรมอะไรบ้าง เพื่อให้ลูกศิษย์เราสะท้อน ให้เขารู้สึกภูมิใจในความเป็นไทย ให้เข้ามีความคิดในการรับใช้แผ่นดิน และก็ออกมา เป็นกิจกรรมทั้งในหลักสูตรและนอกหลักสูตรนะครับ เพื่อความเป็นพลเมืองดีก็คือ เคารพกฎหมายมีจิตสาธารณะ

สมมุตินะ เราคิดว่าอย่างนั้นนะ เราก็มาออกเป็นโครงงาน และออกเป็นโครงงานที่จะทำกิจกรรม นะว่าทำอย่างไรเพื่อเคารพกฎเกณฑ์ เคารพกฎหมาย กฎเกณฑ์ของการกีฬา กฎหมายก็ได้ทั้งนั้นนะครับด้วยความเคารพกฏหมายเนี่ย roof laws ทางนั้นเขาทำได้หมด รวมทั้งเรื่องกิจสาธารณะ จะให้มีกิจกรรมอะไรมั้ง Skilled Workers  ทำงานเก่ง ต้องรักงาน ต้องทำจนสำเร็จไม่ใช่ทิ้งๆขว้างๆ หรือตั้งรักงานไม่ใช้เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ทั้งนั้นในขณะที่เขาเรียนกับเราเนี่ย เราจะมีกิจกรรมอะไรบ้าง เรามีโครงงานอะไรบ้าง เพื่อให้เด็กทำงานเป็น แบ่งกันทำงานเป็นหัวหน้าเป็นลูกน้องสลับกัน Upright men เป็นคนที่มีคุณธรรม ยึดมั่นในความถูกต้องเที่ยงธรรม ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ และมีกิจกรรมอะไรบ้างที่จะสะท้อน และสุดท้ายตอนเขาออกจากโรงเรียนเราไป ก็หวังว่าเขาจะมีสิ่งนี้ กับสิ่งนี้ ติดตัวไป

ผมยกตัวอย่างที่สอง เพื่อ Character education ตอนนี้เราเน้นไปในทาง ทางศีลธรรมมากขึ้น ทางศาสนามากขึ้น สมมุตินะ เราอยากให้ลูกศิษย์เรามี ความบริสุทธิ์ใจ สุทธิ ความบริสุทธิ์ใจ  ต่อตนเอง ต่อเพื่อนร่วมวิชาชีพ ต่อสังคม เพราะฉนั้นกิจกรรมที่อยู่ในมหาวิทยาลัย หรือในโรงเรียนต้องมีอะไรบ้าง ปัญญาคือความรู้แจ้งเห็นจริง รู้แจ้งในศาสตร์ ชำนาญในศาสตร์ เด่นในจริยธรรมของวิชาชีพ กิจกรรมมีอะไรบ้างเมตตา

ความเมตตาใน ธรรมชาติ จะมีโครงการธรรมชาติ มีอะไรบ้าง ขันติความอดทน อดทนต่อความลำบากกาย อดทนต่อกิเลสอารมณ์ มีอะไรบ้าง  ให้การบ้านไป 30 หน้า สำหรับพรุ่งนี้มาส่ง ต้องอดทนทำจนจบ อะไรเป็นต้นตรงนั้นคือ อุปนิสัยศึกษา  อุปนิสัยศึกษา เป็นระบบมุ่งเน้นจะสร้างอุปนิสัยที่มุ่งเน้นชุดที่เราเชื่อว่าจะเป็น ประโยชน์ต่อตัวเขาและสังคม

ในขณะนั้นๆ อีก 10  ปี อีก 30 ปี นี้อาจจะเปลี่ยนแต่หลักการยังอยู่ได้ อีกอันนึงคือ integrity ผมไม่มีคำไทยแปล ท่านอาจารย์ธานินทร์ กรัยวิเชียร ตอนที่ไปบรรยายที่ กพ. และที่ ร.ร. เนติบัณฑิต เคยแปลว่าการยึดมั่นในความถูกต้องเที่ยงธรรม เอามาจากคำลาติน ว่า intiger นี่แปลว่า wholeness ผมแปลว่าคนเต็มคน ขงจื้อนี่ชอบพูดถึงคนเต็มคน ทางตะวันตกก็พูดถึง คนเต็มคน หมายความว่ายังไงจะมีองค์ประกอบ 3 พิจารณาว่าอะไรถูกอะไรผิด เราต้องสอนลูกหลานเรา ให้แยกถูกแยกผิดได้

และก็อันที่สอง ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามความถูกผิดนั้น แม้จะเสียประโยชน์ก็ต้องยอม เราต้องสอนลูกศิษย์เราให้ได้

และ อันที่ 3 กล้าพูดอย่างเปิดเผยว่าท่านได้ทำตามสิ่งที่พิจารณาแล้วว่าถูกหรือผิด มิฉะนั้น สังคมเราจะมีแต่คนที่บิดเบือน โกหกเอาตัวรอดแบบโกหก ซึ่งมันไม่ดีเลย ซึ่งตรงนี้เเป็นเรื่องใหญ่มาก ที่จะสร้างคนเต็มคน ในระบบการศึกษาของอังกฤษ เขาบอกว่าการที่จะสร้างให้เป็นคนเต็มคนได้เขาวางอยู่บนองค์ประกอบ 7 อย่างคือ ต้องเอาความจริงมายึด ต้องยึดความจริง ครูต้องยึดความจริง ผู้บริหารก็ต้องยึดความจริง นักเรียนก็ต้องสอนให้ยึดความจริง พ่อแม่ ก็ต้องสอนให้ยึดความจริงและก็พ่อแม่ที่ไม่โกหกลูก ต้องยึดความจริง อันที่ 2 ต้องจิตใจ ที่ซื่อสัตย์สุจริต อันที่ 3 ต้องสำนักในหน้าที่ รับผิดชอบต่อหน้าที่ อันที่ 4 ต้องมีความอดทน อันที่ 5 ยึดมั่นในกฎเกณฑ์เสมอกัน หรือที่เราเรียกว่า  fair play

อันที่ 6  เอาใจเขามาใส่ใจเรา อันที่ 7 ต้องมีเมตตาธรรม ต่อสรรพสิ่ง ถ้าจะเอาตรงนี้มาเป็นส่วนของ character education  การสร้างจิตใจเพื่อส่วนรวม เมื่อกี้ผมพูดถึง 3 ประเภท ยกตัวอย่างให้ดูและก็เป็นความจำเป็นของเค้า แต่ผมคิดว่าประเทศเรา  ถึงแม้ว่าเราจะมั่งมีศรีสุขมา แล้วก็ไม่มีสงครามมาหลายปีก็ตาม แต่ผมคิดว่าเรากำลังถูกกระแสทั้งกระแสสากล และกระแสในบ้านเรา ผมคิดว่าเป็นเวลาที่เราอาจจะต้องทบทวนทำสิ่งเหล่านี้ คือสร้างจิตใจเพื่อส่วนรวมให้แก่ลูกหลานของเรา ให้ความรู้ความศรัทธานเรื่องส่วนรวมอยู่ได้ ส่วนตัวจึงอยู่รอดมีตัวอย่าง และก็ให้โอกาสให้โอกาสลูกหลาน ได้เข้าร่วมกิจกรรม จิตอาสา กิจกรรมสาธารณประโยชน์ ให้โอกาสคิด สร้างสรรค์กิจกรรม เพื่อชุมชนเพื่อสังคมโดยรวม ให้การสนับสนุนเพื่อให้เด็ก เยาวชน ได้ปฏิบัติกิจกรรมจนสำเร็จ ที่สิงคโปร์ เขามีตัวอย่างของเด็กประถมต้น เขาให้เด็ก 1 ภาคการศึกษาไปคิดกิจกรรมร่วมกัน แล้วก็เป็นกิจกรรม สำหรับทำดีต่อส่วนรวม แล้วผมก็ถามว่ามีอะไรบ้าง เขาก็บอกว่า มี เช่น เด็กไปดูแลความสะอาดของห้องอาหารในโรงเรียน ในกลุ่มนี่ต้องเป็นคนดูแล ให้เวลา3 เดือน ก็ว่าไป อีกลุ่มนึงก็ไปดูที่ทิ้งขยะของสถานสงเคราะห์คนชรา ใกล้ ๆโรงเรียน ไปอาสาสมัครไปเขามาไดูแล คือก็มันมีตัวอย่างเยอะ แต่ว่าให้เด็กเป็นคนไปตัดสิน ตัดสินว่าอยากจะทำอะไร โดยสรุปแล้วก็คือให้ทำกิจกรรมเพื่อส่วนรวม

ก่อนจบผมก็ขออนุญาตว่าจะขออัญเชิญพระบรมราโชวาท ของสมเด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  มาฝาก4-5 ข้อ

ข้อ แรกท่านพระราชทานไว้เมื่อ 2525 รับสั่งว่า หน้าที่ของแต่ละบุคคลมีสิ่งสำคัญ2 อย่างคือ 1 สร้างตัวเองให้เจริญรุ่งเรืองสามารถทำงานในแนวของตัวเพื่อที่จะเลี้ยงชีวิต ได้ และอีกด้านนึงคือช่วยส่วนรวมได้อยู่ดีกินดี คือช่วยตัวเองและช่วยส่วนรวม

องค์ที่ 2 เรื่องช่วยส่วนรวมน่าสนใจมาก ท่านนำพระราชทานให้เมื่อว้นที่ พระราชทานปริญญาบัตรของจุฬา ฯ ท่านกล่าวว่าอย่างนี่ครับคนไม่มีความสุจริตคนไม่มีความมั่นคง ชอบแต่ความมักง่าย ไม่มีความที่จะสร้างสรรค์ประโยชน์สังคมส่วนรวมได้สำคัญอันใด ผู้ที่มีแต่ความสุจริตและมุ่งมั่นเท่านั้น ที่จะทำงาน ที่เป็นคุณประโยชน์แท้จริงสำเร็จ เมื่อกี้เราบอกว่าหน้าที่ของคนมี 2 อย่างคือสร้างตัวเอง และก็ช่วยส่วนรวม อันนี้บอกว่าจะช่วยส่วนรวมต้องมีความสุจริต และความมั่นคง อดนึกไม่ได้ว่าอย่างมูลนิธิไทยรัฐ ที่ท่านทำมาได้จนครบ 30 ปี ก็ต้องอาศัยความสุจริต และความมั่นคง

อันที่ 3 ท่านพระราชทานให้เมื่อ ปี2516 บอกว่าการทำสิ่งดีงามนั้น ไม่ใช่ของที่พ้นสมัยหรือน่าละอาย หากเป็นของที่ทุกคนทำได้ไม่ยาก และให้ผลตอบแทนอย่างคุ้มค่า เพราะความดีนั้นทรงค่าและส่งผลดีอยู่ตลอดกาลไม่เปลี่ยนแปลง มีแต่ค่านิยมในความดีเท่านั้นที่เปลี่ยนแปลงไป ลองดูประโยคสุดท้ายท่านรับสั่งบอกว่าการทำความดีงามไม่ใช่บอกว่าของล้าสมัย  เราไปโรงเรียน เนี่ยเราบอกว่าจะทำความดีกันแล้ว ผู้ปกครองบอกว่า ให้นี่ล้าสมัยจะทำความดี ท่านรับสั่งบอกว่าไม่ใช่ขอลล้าสมัยจะทำความดีหรือน่ากระดากอาย  เราเดินออกไป ทางที่เราเดินออกไปเราเห็นเศษกระดาษ เราจะก้มเก็บได้มั้ย เราเป็นถึงอาจารย์ใหญ่มันน่าอายมั้ย ถ้าเราก้มไปเก็บกระดาษ

หาก เป็นของที่ทุกคนทำไม่ยาก ทำๆได้ไม่ยากความดีนั้นทำได้ไม่ยากถ้ารักษาไว้ ทำง่ายและก็ตอบแทนคุ้มค่าด้วย แต่ค่านิยมในความดีเท่านั้นที่เปลี่ยนแปลง เรื่องนี้สำคัญมาก ถ้าสังคมใดค่านิยมเกี่ยวกับความดี เปลี่ยนไป ว่าไม่ต้องทำดีก็ได้ทำดี ทำตรงไปตรงมาไม่เห็นมันรวยเลย ไอ้ที่โกงกันฉิบหายรวยตายเลย ตรงนี้คืออันตรายของค่านิยมในความดีเปลี่ยนไปมั้ย ซึ่งตรงนี้ผมว่าอันตรายมากเพราะฉนั้นขอฝากนะครับค่านิยมในความดี คำนี้เราไม่ค่อยได้อ่านพบที่ไหน ผมคิดว่าตรงนี้เป็นเรื่องใหญ่ อยากจะฝากพวกเราเอาไว้ว่า สังคมเรากำลังจะเปลี่ยนค่านิยมเกี่ยวกับความดีหรือเปล่า ท่านก็มาสอนพวกเราว่านี่ทำเถอะ นี่ไม่ใช่ของน่าอายไม่ใช่ของล้าสมัยนะเรื่องการทำความดีงาม แล้วทำก็ไม่ยาก ทำแล้วก็ได้ผลดีตลอดกาลแต่ท่านเตือนว่า สิ่งที่มันจะเปลี่ยนไปก็คือไอ้ผลของความดีไม่เคยเปลี่ยน ท่านว่าอย่างนั้นนะ ที่จะเปลี่ยนคือใจพวกเราว่า จะเปลี่ยนโดยที่บอกว่า ความดีไม่จำเป็นที่ตรงนี้ที่ท่านบอกว่าอันตราย ผมอยากจะฝากบอกตรงนี้ให้ลูกหลานและลูกศิษย์ของท่านด้วยนะครับ ให้เค้าชี้ให้เห็นชัดเลยว่า การทำความดีเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง และก็ให้ผลดีตลอดกาล

อีกอันนึง ปี 2525 ที่ ปราจีนบุรี ท่านรับสั่งว่าการพัฒนาต้องอาศัยความร่วมมือ ร่วมใจกัน กันทั้ง 2  อย่าง คือ จิตใจที่หวงแหนที่ดินทำกิน และหวงแหนผืนแผ่นดินของเราอีกอันนึงคือจิตใจ ที่ต้องช่วยเหลือกันเพระทุกคนเป็นสมาชิกของประทศ  คือเป็นชาวไทยทุกคนอันนี้ก็ขอฝากไว้ให้ลูกศิษย์ด้วย ต้องหวงแหน ที่ดิน ทำกินและต้องหวงแหนผืนแผ่นดินไทยและต้องช่วยกัน

และ ปี 2512 รับสั่งว่าความสามัคคีและถือตัวว่าเป็นไทยเป็นสมบัติ อันมีค่าสูงสุด  เพราะถือว่าเป็นมรดกที่เราได้รับสืบจากบรรพบุรุษ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เราดำรงชาติประเทศและเอกราชสืบมาได้ต้องทุกคนรักษา ความเป็นไทยและความสามัคคีนี้ไว้ให้มั่นคง

เรื่องปิดทองหลังพระเนี่ย พระเจ้าอยู่หัวมีพระราชกระแสหลายครั้ง และใครที่มาจากทางเหนือ และ คุ้นเคยกับโครงการหลวง ผู้ที่ทำงานโครงการหลวงจะรู้ดี เพราะท่านรับสั่งว่าต้องทำงานปิดทองหลังพระ เพราะนี่ที่ท่านรับสั่งได้ยาวเรื่องปิดทองหลังพระเนี่ย คือตอนที่ท่านเสด็จพระราชทานปริญญาบัตรแก่  จุฬาฯ    เมื่อ ปี 2506   ก็ 46  ปีมาแล้ว การปิดทองหลังพระนั้น เมื่อถึงคราวจำเป็นก็ต้องปิด ว่าที่จริงแล้วคนเราคนโดยมากไม่ค่อยชอบปิดทองหลังพระกันนัก เพราะนึกว่าไม่มีใครเห็นแต่ถ้าทุกคนพากันปิดทองแต่ข้างหน้าไม่มีใครปิดทอง หลังพระเลย พระจะเป็นพระที่งามสมบูรณ์ไม่ได้

หน้าที่ผู้บริหารของ โรงเรียน ครูบาอาจารย์ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของปิดทองหลังพระ นานๆเราจะมาปิดทองหน้าพระ แล้วขึ้นมารับรางวัลสักที   เพราะเวลา มีคนปิดทองหน้าพระมีคนเห็น  แต่ส่วนใหญ่เราทำงานเราปิดทองหลังพระ แล้วมันจะให้ความสุขมั้ย ปิดทองหลังพระทำให้ความสุขเท่ากับการปิดทองหน้าพระมั้ย เพราะไม่ได้รับรางวัลนี่ไม่ได้รับ เรคคอนนิชั่น และนี่เป็นพระบรมราโชวาท ที่พระราชทานให้กับผู้ถวายงานท่าน ทำงาานกับฉันฉันไม่มีอะไรจะให้ นอกจากการมีความสุขร่วมกัน โดยการทำประโยชน์แก่ผู้อื่น ตกลงมีความสุขมั้ย การปิดทองหลังพระ ตราบใดที่การปิดทองหลังพระนั้นทำประโยชน์แก่ผู้อื่น ความสุขที่จีรัง ความสุขที่ต้องอาศัยวัตถุ  หรืออามิส เพื่อบำรุง บำเรอ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทางพระเขาเรียก อามิสสุข ความสุขอันนี้เป็นการเสพติด เป็นวัตถุ นิยม เป็นบริโภคนิยม ท่านลองนึกดู ตาท่านชอบอะไรสวยๆ

แต่ ความสุขที่ไม่ต้องอาศัยวัตถุ หรือนิรามิสสุขเป็นความสุข ที่เกิดขั้นด้วยใจ ด้วยการให้ จากการสร้างความอบอุ่น ในสังคม สุขกับธรรมชาติ สุขกับ ความถูกต้องดีงาม  อันเนี่ยที่อยากจะฝากว่า อยากจะฝากไปถึงลูกหลาน ครับก็โดยสรุปต้องขอบคุณอีกครั้งหนึ่งที่ ให้โอกาสมาพูดคุยกับพวกเรานะครับ ผมคิดว่า เรื่อง character education หรือ อุปนิสัยศึกษาเนี่ยเป็นเรื่องไม่ใช่เรื่องไกลตัว เป็นเรื่องใกล้ตัว  ไม่ใช่ของใหม่เป็นของที่ทำกันมาในระบบการศึกษา เป็นแต่เพียงว่าอยากจะชวนพวกเราให้ช่วยกันทำให้เป็นระบบ เมื่อกลับไปแล้วอยากจะให้ลองหารือกันดูนะครับ ระหว่าง 4 ฝ่ายด้วยกัน คือกรรมการสถานศึกษา  ผู้บริหารโรงเรียน ครู ผู้ปกครอง และก็ช่วยกันคิด ช่วยกันระดมสมองว่า ถ้าเราจะสร้างชุด อุปสัยสักชุดนึงเนี่ยให้แก่ผู้เรียนในวันนี้ ใน คศ.เนี่ยควรจะมีอะไรบ้าง ควรจะมี หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า แล้วหลังจากนั้นเนี่ย ตกลงกันได้แล้ว   4 ภาคีผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบก็คือ ฝ่ายที่เป็นผู้บรหารและก็ครู เนี่ยก็ลองมานั่งคิดกันดูว่า เราควรจะมีเพื่อจะให้ได้อุปนิสัยเหล่านั้น ที่เราตกลงกันไว้ควรจะจัดกิจกรรมอะไรบ้าง ในปี การศึกษา  นี้ ปีการศึกษาหน้ากิจกรรมทั้งในหลักสูตร กิจกรรมทั้งเสริมหลักสูตร กิจกรรมพัฒนานักเรียน ควรจะจัดอย่างไรบ้าง สิ่งแวดล้อมโรงเรียน ควรจะจัดอย่างไรบ้าง ซึ่งในที่สุดแล้วลูกศิษย์เราเมื่อจบจากที่นี่แล้ว เขาก็จะได้ชุดอุปนิสัยชุดนึง ที่ทุกฝ่าย คือทั้ง 4 ฝ่าย เห็นพ้องต้องกันว่าเป็นประโยชน์ต่อเขา และก็เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมด้วย

เรา ทำอย่างนี้ได้ทุกโรงเรียนนะครับ ทำอย่างนี่ได้หมดทั้งประเทศ ผมก็มั่นใจว่าอนาคตของประเทศเราจะต้องรุ่งเรือง และมั่นคงแน่นอน ขอขอบคุ๊ ขอฝากให้คิดดู.